วันนี้เกือบตายที่ป้ายรถเมล์
posted on 01 Jan 2008 17:45 by adelineเหตุการณ์ที่เราเจอมากับตัวเอง ไม่ได้โม้หรือโกหกนะคะ และยังติดลูกตาอยู่จนถึงตอนนี้ด้วย
เมื่อเริ่มต้นที่เรามาถึงป้ายรถเมล์ที่อยู่ใกล้ๆกับหน้าโรงเรียน โดยมีสะพานลอยกั้นอยู่กึ่งกลางระหว่างป้ายรถเมล์และประตูหน้าโรงเรียน(ใบ้ให้ว่าโรงเรียนเราอยู่เยื้องๆกับโรงเรียนหอวัง ห่างไป 2 ป้ายรถเมล์.. โอเค กะจะใบ้ต่อแต่พอล่ะ) จากนั้นเราก็มองไปที่นาฬิกาข้อมือ เกือบ 7 โมงเช้าแล้ว แต่ว่ายังไม่มีใครมาเลยทั้งๆที่บอกว่าจะมาเจอกัน 7 โมง.. เราก็เลยโทรไปหาเพื่อนเราคนนึง ก็เลยรู้ว่า.. เรามาผิดเวลา จริงๆแล้วเขานัดกัน 7 โมงครึ่งต่างหาก ฮ่วยย! (พวกเรานัดกันเพื่อจะไปทำงานที่ครูสั่ง คือทำสารคดีแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวเป็นภาษาอังกฤษง่ะ ส่วนใหญ่ไปปักหลักกันที่วัดพระแก้ว แต่เราจะไปพระที่นั่งอนันตสมาคม)
กลายเป็นว่าเรามาเร็วเกินไปซะงั้น เราก็เลยเดินไปซื้อพายสัปปะรดกับน้ำดื่มที่ซูเปอร์มาเก็ตในปั้มน้ำมันใกล้ๆมากิน หลังจากนั้นเราก็รอต่อไป......
มันเป็นช่วงวันปีใหม่ และเป็นตอนเช้า ถนนหนทางในกทม.โล่ง.. อากาศหนาว มองหาคนเดินตามทางเท้าแทบไม่มีเลย... แล้วเราก็นั่งอยู่ที่ป้ายรถเมล์คนเดียวกับเจ้าหมาอีกหนึ่งตัว
เรานั่งฟังเสียงรถสองสามคันผ่านไป.... แล้วเงียบกริบ... ไม่มีรถ.. และสักพักก็มีรถอีกหนึ่งหรือสองคันแล่นผ่านมาพร้อมกับเสียงแหวกอากาศ....
ตอนแรกเราคิดว่ามันน่ารำคาญ แต่พอฟังๆไปก็เพลินดี เพราะเราเห็นว่าตรงเลนรถอีกฟากหนึ่งก็เหมือนๆกัน พอเลนฝั่งที่เรารอรถเมล์อยู่นั้นโล่ง ไม่มีรถแล่นผ่าน ก็ไม่มีเสียงแหวกอากาศ แต่ตรงกันข้าม เลนฝั่งตรงข้ามก็จะมีรถแล่นผ่านมา เสียงเฟี้ยววว แหวกอากาศทำให้เราเพลินไปอีกแบบ เพราะเลนรถฟังขาไปกับขามามันเหมือนมีรถสลับกันวิ่ง....
เราก้มลงมองนาฬิกาข้อมือ มัน 7โมง25นาทีแล้ว.. เพื่อนสักคนยังไม่โผล่มาเลย เราก็เลยนั่ง เหม่อมองไปข้างหน้า ฟังเสียงรถแหวกอากาศเฟี้ยวๆต่อไป=_="
สายตาเราดันจับอยู่ที่รถเก๋งสีเทาคันหนึ่งที่แล่นมาจากเลนถนนอีกฟาก ชั่วขณะนั้นที่เราสงสัยว่าทำไมรถถึงวิ่งแปลกไป เพราะรถเหมือนกับจะวิ่งโดยเอาหัวเบี่ยงมาทางเรา เราได้ยินเสียงเอี๊ยดดดดังลั่น แล้วรถคันนั้นก็แหวกผ่านรั้วเหล็กเขียวๆที่กั้นไว้ระหว่างเลนขาไป-กลับกระจายพร้อมกับมีไฟลุกโพลง เสี้ยววินาทีนั้นมันเหมือนกับว่า เรารู้สึกตัวว่าเราอยู่ตรงไหน เรารีบกระโจนออกจากที่นั่งแล้ววิ่งหนีแบบไม่คิดชีวิต เสียงกัมปนาทเกิดขึ้นทันทีข้างหลังเรา เราเห็นเศษกระจกเม็ดใหญ่กระเด็นตกลงพื้นตามหลังเราตอนที่เราวิ่งด้วย พร้อมๆกับที่เราเห็นเจ้าหมาตัวนั้นวิ่งนำหน้าเราไปด้วย(มันก็หนีตายเหมือนกันวุ้ย) จนมาถึงใต้บันไดสะพานลอย เราหยุดแล้วก็หันไปดู เพราะคิดว่าคงหนีพ้นแล้ว..
เราเห็นรถคันนั้นจะๆว่ามีไฟลุกท่วมท้ายรถ คนขับรถอยู่ในนั้น เราเห็นเป็นเงาๆในรถว่าเขากำลังดิ้นรนสุดขีด เราคิดว่าเขาต้องติดแน่ เราคิดถึงยามที่รร.แล้ววิ่งหน้าตาตื่น กรีดร้อง ช่วยด้วยค่ะ มีคนติดอยู่ในรถ!! แต่ว่าเกือบถึงประตูรร.แล้ว ยามก็พุ่งออกมา เกือบชนเราแหนะ ยามวิ่งออกมาพร้อมกับถังดับเพลิงฉุกเฉิน เห็นได้ชัดว่าเขาได้ยินเสียงอุบัติเหตุเหมือนกัน แต่ยามออกไปแล้วดันทำอะไรไม่ได้ เพราะรถไฟลุกท่วมใหญ่มาก(ถังแค่นั้นจะพอได้ไง) เขาไม่กล้าเข้าใกล้ กลัวมันจะระเบิด เรามองออกไป.. ตรงกลุ่มควันดำๆที่พุ่งออกมา เราเห็นเงาคนๆหนึ่งดึงคนขับรถคนนั้นออกมาได้แล้ว
เราก้าวถอยหลังไปสองสามก้าว ตัวสั่น.. แต่ไม่ใช่เพราะอากาศหนาว มีป้าอยู่สองคนออกมายืนดู แล้วถามเราว่ามันเกิดขึ้นได้ไง แต่เราไม่มีแรงพูดค่ะ เสียงเราสั่น พยายามอธิบายไปว่าเรานั่งที่ป้ายรถเมล์อยู่ดีๆ รถมันก็พุ่งเข้ามาจากอีกฝั่ง ทะลุรั้วเหล็กเข้ามาเลย...
ส่วนหมาที่หนีมากับเราด้วยเมื่อกี้.. มันวิ่งขึ้นไปบนสะพานลอย เหมือนจะชะเง้อมองดูรถไฟท่วมยังไงยังงั้น
สักพักเราเห็นว่าเริ่มมีคนออกมายืนดู(มาจากไหนก็ไม่รู้) เรารีบวิ่งให้ห่างออกไปอีก.. เพราะกลัวมันจะระเบิดเหมือนในหนัง เรามานั่งตรงหน้าตึกแถวที่หนึ่ง ที่เป็นร้านขายเครื่องดื่มแต่ยังไม่เปิด..
เรานึกถึงแม่กับเพื่อนที่จะนัดเจอกัน เราก็เลยโทรไป เสียงเราสั่นแบบควบคุมไม่อยู่ มันสั่นยิ่งกว่าตอนที่เล่าให้ป้าสองคนนั้นฟังเสียอีก เราเล่าว่าเกิดอะไรขึ้น เราร้องไห้ เพราะเราเพิ่งเชียดตาย.. มันน่ากลัวมาก แล้วเราก็บอกเพื่อนว่าอย่าเพิ่งลงหรือเดินมาที่ป้ายรถเมล์หน้ารร.นะ เพราะไม่รู้ว่าไฟมันจะดับเมื่อไหร่ ให้รอที่ฝั่งตรงข้าม หรือป้ายก่อนหน้าที่จะถึงก่อน
จากนั้นสักพักก็มีรถดับเพลิงมา รถตำรวจมา แล้วก็ปอเต้กตึ๊ง(?) มันเริ่มสายแล้ว มีรถกับคนออกมาเยอะขึ้น..
รถปอเต้กตึ๊งมาจอดได้แปบเดียวก็ต้องไปเพราะไม่มีศพให้เก็บ(คนขับรอดไปแล้ว) เจ้าหน้าที่ดับเพลิงก็พ่นสารดับเพลิงขาวๆกับน้ำ จนไฟดับหมด.. เราเดินออกไปที่ริมฟุตบาทเพื่อไปชะเง้อดู รถอยู่ริมๆ ไม่ได้พุ่งขึ้นไปข้างบนฟุตบาท แต่มันก็น่ากลัวมากเพราะถึงเราไม่โดนรถบี้ตายก็คงโดนเศษชิ้นส่วนกระเด็นใส่บาดเจ็บ.. หรือไม่ก็โดนไฟลวก
ช่างโชคดีที่เราไม่มองไปทางขวาเพื่อรอว่าเมื่อไหร่รถเมล์ที่เพื่อนนั่งจะมาจอดหน้าป้ายเสียที เราคงไม่เห็นว่ารถคันนั้นจากอีกฟากจะพุ่งมาถ้าเราไม่เหม่อมองไปข้างหน้า กว่าจะเห็นเราคงหลบไม่ทัน เราไม่รู้ว่ารถมันจะเหวี่ยงพุ่งขึ้นมากระแทกกับที่รอรถเมล์.. ที่เรานั่งอยู่มั้ย
ช่างโชคดีที่ป้ายไม่มีใครอยู่เลยนอกจากเรา(บวกหมาเพิ่มไปอีกตัว)เพราะบางคนที่อาจยืนอยู่ริมฟุตบาทอาจหลบไม่ทัน แล้วโดนรถชน
ช่างโชคดีอย่างยิ่งที่เราไม่เหม่อมองรถคันนั้นพุ่งเข้ามานานจนหนีไม่ทัน.. เราทั้งแปลกใจและรู้สึกสยองไปด้วยที่ตัวเองตื่นตัวขึ้นมาแล้วกระโจนหนีออกไปทัน
เมื่อ8โมงตรงแป๊ะๆ รถลากก็มาลากซากรถออกไป.. ผ่านหน้าเราเลย เรารีบก้มหน้าเพราะไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมาดู
เรานั่งตรงร้านขายเครื่องดื่มอีกต่อไป ตัวยังสั่นอยู่ จน8โมงกว่า ถึงมีเพื่อนโผล่มาแล้ว1คน(สรุปนัดกัน8โมงหรือไงฟะเนี่ย!?) จนเพื่อนๆมาได้เกือบครบแล้ว เราเล่าให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้น.. เพื่อนเราคนหนึ่งบอกว่าเราดวงดีมากๆ.. เราเองก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน.. คงเป็นพระคุ้มครอง..
ขณะที่รอเพื่อนคนสุดท้ายมาจนครบ เราเพิ่งนึกได้ว่าตอนเราหนีออกมา เราลืมอะไรไว้
เราลืมขวดน้ำดื่มที่ซื้อมาค่า! เสียดายมากๆ ซื้อมาแล้วยังดื่มไปได้นิดเดียวเอง กะว่าจะกลับไปเอา(ไม่รู้ว่ามันกระเด็นไปไหนแล้ว) แต่ก็ไม่กล้ากลับไปที่ป้าย....
เมื่อถึงตอนเย็น ขณะที่เพื่อนกับเรากำลังกลับบ้านหลังจากที่ถ่ายวิดีโอการบ้านที่ครูสั่งเสร็จแล้ว พวกเราเดินไปตามฟุตบาท เรารู้สึกผวาเมื่อเห็นรถคันหนึ่งแล่นผ่านมาเพราะคิดถึงเหตุการณ์เมื่อเช้านี้.. -*-
ปล. คนขับรถคันนั้น.. มีคนสรุปว่าคงเมาเพราะฉลองปีใหม่แหงๆ
น่ากลัวมากๆเลยค่ะ ยังดีที่มีสติ และรีบวิ่งออกมา โชคดีจริงๆค่ะ
อ่านแล้วเห็นภาพเลย นึกไม่ออกว่าถ้าเป็นเราจะหนีทันมั้ยเนี่ย
โชคดีมากๆเลยนะทีวิ่งหลบมาทัน คงกลัวรถไปอีกนาน
พระคุ้มครองค่ะ
#1 By คุณแม่มิ้นตี้ ณ คิวบิค on 2008-01-01 19:51