เซ็ง ผิดหวัง...
ปกติเราไม่เขียนอะไรที่เกี่ยวกับตัวเรานักนอกจากสิ่งที่เราชอบ(ที่ระบายอะไรบ้าๆบวมๆในบล็อกเนี่ยแหละ)
นี่คือเรื่องงี่เง่าของคนๆหนึ่งที่ไม่เคยทำอะไรได้เรื่องเลยสักอย่าง... แม้ว่ามันจะโง่เง่า แต่เราก็ยังจะเขียนอ่ะนะ(เผยควางี่เง่า)
ระหว่างทาง ที่พวกเรากำลังจะถึงมหาลัยแล้ว ตอนแม่ขับอยู่ เราได้ยินเสียงอะไรกระแทกดังตุบ.. หรือดังป๊อบกันนะ แม่เราร้อง "อู่ยย" เราที่กำลังเหม่อมองไปนอกหน้าต่างด้านเราอยู่ก็หันมา "อะไรคะ"
"นกอ่ะสิ มันบินมาชนหลังคารถ" คงเป็นนกพิราบ.. ก็แถวนั้นนกพิราบเยอะนี่นะ เราเดาว่านกมันคงบินเฉี่ยวใกล้ๆขอบหลังคารถตรงหน้าต่างแม่มั้ง แม่ถึงได้เห็น เรารู้สึกตกใจ.. แล้วนกจะตายมั้ยนั่น..
"แบบนั้นคงเจ็บแน่เลย" แม่ว่า แต่เรานึกในใจ ชนแรงแบบนั้นกระโหลกคงแตกแหงๆ พลางนึกถึงนกพิราบที่เราเคยเจอใกล้ๆสวนสัตว์เขาดิน.. มันโดนรถอีกฟากถนนทับหัวแบะ กระโหลกแตกดังป๊อบให้ได้ยินถึงหู
เราไม่ได้ตอบอะไร แต่คิดในใจ แย่จัง ไม่รอดหรอก เพราะคงร่อนไปตายที่อื่น นี่มันลางร้ายหรือไงกันเนี่ย? เฮ้ย บ้า บ้าๆๆๆๆ
แล้วเราก็เลิกกังวลเรื่องนก รถแม่เลี้ยวเข้าทางเข้ามหาวิทยาลัย.. จอดรถเสร็จ เรากับแม่ตรวจเอกสารที่ต้องการว่าโอเคหรือยัง จากนั้นก็เดินไปที่ตึกของศิลปศาสตร์...
อา.. ใช่เลยยย คณะในใจของเรา..
พวกเราเดินขึ้นไปบนตึก ชั้นสามที่ๆเขารับใบสมัครสอบตรงBAS(British and American Study Program)คณะศิลปศาสตร์.. เรารู้สึกประหม่าขึ้นทันที.. เราเป็นพวกที่ไม่มั่นใจในตัวเองและชอบเดินก้มหน้า มันเป็นบุคลิกแย่ๆของเรา แม้ว่าเราจะพยายามบอกตัวเอง(ถ้ารู้สึกตัวอ่ะนะ)ว่าเดินแบบมองตรงไปข้างหน้าเหมือนคนอื่นๆเขาหน่อย เดินยังกะคนอมทุกข์ แต่ในสถานการณ์ตอนนั้น เราเดินแบบมองไปข้างหน้าไม่ได้เลย หน้าก้มลงมองที่เท้าตัวเองตลอด พวกเราเข้าไปในห้องเรียนที่ใช้เป็นห้องรับสมัคร แอร์เย็นมาก มีคนอยู่หลายคนในห้อง..
แม่พาเราเดินไปที่โต๊ะนึง มีคุณผู้หญิงสาวคนหนึ่งนั่งอยู่ นี่คงเป็นโต๊ะรับสมัคร.. เรากับแม่นั่งลงเก้าอี้ข้างหน้าโต๊ะผู้หญิงคนนั้น เก้าอี้ที่พวกเรานั่งเป็นแบบโต๊ะเล็คเชอร์ แม่วางแฟ้มที่ใส่เอกสารเกี่ยวกับตัวเราไว้บนโต๊ะเล็คเชอร์ที่เรานั่งแล้วยื่นใบสมัครที่เราเขียนไว้(อย่างไม่เรียบร้อย เพราะมีลิควิดลบไว้เยอะเนื่องจากเราเขียนผิดเยอะ-*-)ให้กับผู้หญิงข้างหน้าเรา เธอรับมันมาแล้วก็ตรวจดู เราก้มหน้ามองที่โต๊ะเล็คเชอร์ที่เรานั่ง เพราะอายใบสมัครตัวเองจัง(ว่ะ)
แล้วผู้หญิงก็เริ่มพูดที่ทำให้หัวใจเราแทบหยุดเต้น..
"เอ่อ... ขอโทษนะคะ นี่น้องจะใช้คะแนนอะไรเข้าสมัครคะ"
เราเงยหน้าขึ้นอย่างโง่ๆ แล้วก็ชี้ให้เธอดู "อะ อันนี้.. โอเน็ตค่ะ.." แล้วเราก็ก้มหน้ามองโต๊ะเล็คเชอร์ต่อไป....
"มีTU-GETด้วยนะคะ" แม่พูด
"แต่ของน้องเค้าไม่ผ่านนะคะ โอเน็ตอังกฤษก็ไม่ผ่าน TU-GETก็ต้อง500คะแนนขึ้นไป"
เวรกรรม จนได้สิ.. เรานึกถึงตอนสอบTU-GETค่ะ.. อีก5นาทีหมดเวลา เราอยู่ที่ข้อ64และกระเสือกกระสนทำอย่างแรง และไม่รอดแล้ว.. เรามั่ว20ข้อสุดท้ายแหลก..
"ไม่มีผลสอบอย่างอื่นเลยหรอคะ"
เราส่ายหน้า
"น้องไม่มีสิทธิสมัครสอบนะคะ"
เรารู้สึกแสบวาบขึ้นที่จมูกทันที ขากรรไกรเรารีบขบแน่นเพื่อป้องกันน้ำตาเอ่อ ตูไม่ร้องไห้ว้อย! ตาเราแข็งจ้องอยู่ที่โต๊ะเล็คเชอร์ของตัวเอง
"แต่.. ตอนนั้นที่โทรไป บอกว่าTU-GETไม่ถึงก็สอบได้.." เราได้ยินเสียงแม่พูด.. ใช่แล้วล่ะ แม่เคยโทรไปจริงๆตอนผลคะแนนส่งมาถึงที่บ้าน เราได้440คะแนน เรากังวลว่าเราคงสอบไม่ได้เพราะไม่ถึง500และเอาแต่บ่นว่าถ้าเราไม่มั่ว20ข้อสุดท้ายเพราะหมดเวลานะ.. อาจถึง500ก็ได้ถ้าถูกอีกสัก6ข้อ.. คนที่รับโทรศัพท์บอกว่าไม่เป็นไรถ้าคะแนนไม่ถึง ก็ลองมาสอบก็ได้......
"ไม่ได้ค่ะ มันไม่ถึง500สอบไม่ได้นะคะ คือเรามีให้เลือกสอบอย่างใดอย่างหนึ่งน่ะค่ะ โอเน็ต TU-GETหรือTOEFL หรืออื่นๆอีกที่มีระบุไว้ในใบสมัคร แต่ว่าต้องผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้ค่ะ"
โอเค เรามีทั้งโอเน็ตและTU-GETแต่ไม่ผ่านทั้งสองอย่าง
เราจ้องมองไปบนรูปถ่ายหน้าทุเรศๆของตัวเองบนทรานสคริปต์ที่ยื่นออกมาจากแฟ้ม ที่แม่วางไว้ที่โต๊ะเล็คเชอร์.. ตูน่าจะไปสอบTOEFLนะ
"แต่ตอนนั้นบอกว่าไม่ถึง500ก็สอบได้.." แม่ยังคงยืนยัน... พอเหอะแม่.. ที่แม่โทรไปน่ะมันนานแล้ว ตอนนั้นเขาคงพูดไปงั้นแหละ
"ไม่ได้หรอกค่ะ ถึงรับใบสมัครไป ก็ต้องตัดสิทธิ์สอบอยู่ดีเพราะไม่ผ่านเกณฑ์"
อยากออกไปจากที่นี่แล้ว... ถ้าเรายังได้ยินเธอพูดอีกว่าไม่มีสิทธิสอบ เราคงทนรู้สึกพะอืดพะอมไม่ไหวอีกแน่ แต่อิริยาบถเรายังคงเหมือนเดิม...
"แต่เค้าได้3กว่านะคะ" พอเหอะแม่...
"ค่ะ แต่เราก็ต้องเอาผลสอบอังกฤษมาเทียบด้วยนะคะ"
แล้วจากนั้นอีกนิดน่ะหรอ.. จำไม่ได้ รู้แต่ว่าแม่ลุกขึ้นพร้อมเอกสาร แล้วเราก็ลุกขึ้น เดินออกจากห้องโดยที่ตัวเราแข็งทื่อ ตาแข็งจ้องไปที่พื้น.. พวกเราเดินไม่กี่ก้าวจนมาถึงบันได.. มันคือความผิดหวัง ตลอดเวลาที่คอยพะว้าพะวงว่าจะสอบได้มั้ย เครียด เอกสารไหนไม่มีบ้าง.. กลัวว่าจะทำไม่ได้ ถ้าหากส่งใบสมัครแล้วแต่เขาคัดเราออกล่ะ? อย่างน้อยได้เข้าสอบข้อเขียนก็ยังดี... แต่นี่ยังไม่ทันได้ทำไร แม้แต่จะรอคอยวันประกาศชื่อ.. แค่ยื่นใบสมัครก็จบกันแล้ว แม่กอดเอวเราไว้แล้ว "ไม่เป็นไรนะ"
เราเป็นใบ้ ตาจ้องข้างหน้า รู้สึกว่างเปล่า เราไม่ตอบอะไรเพราะขากรรไกรมันอ้าไม่ได้ เหมือนมันขบแน่นไว้นาน จนกระทั่งลงมาถึงชั้นล่างแล้ว.. เราสงสัยว่าทำไมแม่ไม่เดินนำออกไปข้างนอกตึกเลย.. เราต้องกลับบ้านกันไม่ใช่หรอ? แม่มานั่งตรงม้านั่งใต้ตึก เรานั่งลงข้างแม่ แม่กดโทรศัพท์จะโทรไปสอบถามอีกให้แน่ใจ..
"แม่ พอเถอะค่ะ เค้าบอกว่าเราสอบไม่ได้.." โอเค ดูเหมือนว่าเราจะอ้าปากพูดได้แล้ว
"แม่จะถามดูอีกที ก็ตอนนั้นเค้าบอกว่าคะแนนไม่ถึงก็ไม่เป็นไร เผื่อเราจะได้ขึ้นไปขอเขาได้ใหม่" แม่.. ดูเหมือนว่าเราจะถอนใจ แต่แม่กลับยังไม่ยอมแพ้ เราอยากจะกลอกลูกตาเหลือเกิน นี่มันดูทุเรศชัดๆที่พวกเราจะทำอย่างว่า.. เค้าไม่ให้ยังจะขึ้นไปขออีก แม่โทรคุย แล้วก็ต้องผิดหวัง เพราะเขายืนยันกลับมาอย่างที่คุณผู้หญิงที่โต๊ะนั้นพูด สุดท้ายแม่ก็ตอบว่า "หรอคะ.. คะแนนขาดนิดหน่อยก็ไม่ได้หรอคะ ---- ค่ะ -- ค่ะ ขอบคุณค่ะ"
"ทำไมนะ.. ก็ตอนนั้นเค้าบอกว่าสอบได้" แม่พึมพำ
"แม่ก็ นั่นมันนานแล้วนี่คะ เค้าอาจจะลืมที่พูดก็ได้อ่ะ" เพราะกติกาเค้าบอก500+ ก็ต้อง500+นี่นะ "เค้าคงแค่พูดไปงั้นล่ะ.."
"น่าเสียดาย อีกแค่60คะแนนเอง"
"ก็ตอนนั้นมั่วไป20ข้อนี่ มันหมดเวลาซะก่อนอ่ะ..." เรานึกถึงตอนสอบ..
"เดี๋ยวแม่จะโทรไปหาเจ็กเอก"
โทรไปทำไมอีก...
หลังจากนั้นพักหนึ่งแม่วางสาย แม่พูด "แม่กะจะให้เจ็กเอกช่วยฝาก แต่เราต้องรอเจ็กเอกชั่วโมงนึง" คือที่แม่โทรไป เจ็กเอกคงไม่ว่างคุย และเราขมวดคิ้วงงๆ
"ฝากไรคะ"
"ก็เพื่อนของเจ็กเอกเค้ารู้จักอ.ที่คณะนี้น่ะ จะช่วยให้เค้าฝากให้" โอ่ยย...-*- เราคำรามอยู่ในใจ เราอยากเข้าที่นี่มากมาย ที่นี่ คณะนี้... แต่แบบนี้มันฟังดูไม่ดีเลย เรารู้สึกว่ามันคงน่าสมเพชน่าดู
"แม่ พอเถอะ.. เค้าบอกว่าสอบไม่ได้ ก็คือสอบไม่ได้ คนอื่นที่เค้ามีสิทธิได้เพราะเค้ามีคะแนนถึง"
แล้วก็เงียบกันไปทั้งแม่ทั้งลูกอยู่ครู่หนี่ง
"งั้น.. จะเอาอย่างนั้นเหรอ ไม่สอบ?" ดูเหมือนแม่จะถอนใจแล้ว
"ค่ะ.. กลับบ้านกันเถอะ"
เงียบอีก.....
"ไม่เสียใจนะ แม่ไม่อยากให้เธอเครียดเลย"
"ไม่เป็นไรหรอกน่า ไม่ได้ก็ยังมีที่เลือกไว้อยู่นี่ 4อันดับอ่ะ" ใช่แล้ว... 4อันดับที่กระเสือกกระสนเลือกจนได้ ทั้งๆที่ไอ้ที่เลือกนั่นมันก็มีแค่แสงริบหรี่ มีแค่สองอันดับสุดท้ายน่ะแหละที่มีหวังอยู่
"งั้นไปหาอะไรกินกันก่อน" แม่ว่าแล้วพวกเราก็เดินออกไปข้างนอก ไปหาซื้อของกิน แม่ถามว่าจะกินก๋วยเตี๋ยวที่ร้านนั้นมั้ย แต่เรารู้สึกกินไม่ลง... เราบอกแม่ไป ก็เลยซื้อเป็นถุงกลับบ้าน เผื่อว่าเมื่อไหร่อยากกินจะได้กิน
พวกเราเดินเข้าไปมหาลัยอีก ไปที่รถที่จอดไว้ข้างใน ตอนเดินเข้าไปก็หยุดซื้อน้ำที่ร้านขายกาแฟ เราสั่งโกโก้เย็นมากิน.. แต่มันห่วยเพราะคนทำคนโกโก้ไม่ดี ดูดเข้าปากทีโกโก้มาเป็นก้อนๆเลย แต่ก็จำใจกิน
พวกเราออกจามหาลัยกันแล้ว.. เราได้แต่บ๊ายบายอยู่ในใจ ลาก่อนธรรมศาสตร์ ฉันคงไม่ได้เข้ามาเหยียบอีกต่อไป... อีกนาน.... เว้นเสียแต่ว่าถ้าฉันอยากจะซิ่ว ฉันจะได้สอบTU-GETใหม่แล้วยื่นคะแนนซะ ฉันจะได้สอบตรงเข้าโครงการBASใหม่.. บาย..
แม่คอยถามเราเป็นระยะๆตลอดทาง เรารู้ว่าแม่เป็นห่วงว่าเราจะเครียดจนระเบิดตายเพราะเรามันประเภทคิดมากแบบรุนแรง เราก็บอกแม่ไปว่าเราไม่ได้คิดมากอะไร ไม่เป็นไรหรอก... เราไม่ได้เสียใจหรอก(แต่รู้สึกผิดหวัง)
"บางทีคงเป็นเพราะตอนนั้นพวกเค้าคิดว่าจะมีคนมาสมัครน้อย ก็เลยบอกอย่างนั้น แต่คราวนี้คนสมัครเยอะ ก็เลยต้องมีคัดกันจริงจัง"
"ไม่เป็นไรหรอก ยังมีลุ้นอยู่อีกนะ" เราพูด นึกถึงม.ที่เลือก2อันดับสุดท้าย อย่างน้อยเราก็ยังพอยิ้มได้แม้จะแค่ยกมุมปากขึ้น เพราะจากเหตุการณ์ที่ผ่านมามันทำให้กล้ามเนื้อบนใบหน้าตายหมด....... =[]="
edit @ 21 Apr 2008 20:12:38 by [EniledA]-’๐